ES Service
บทความความรู้

Capacitor Bank คืออะไร? แก้ค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ต่ำเพื่อลดค่าปรับค่าไฟ

ทำไมโรงงานที่ใช้มอเตอร์เยอะถึงถูกเรียกเก็บค่าปรับเพาเวอร์แฟคเตอร์ Capacitor Bank แก้ปัญหานี้อย่างไร พร้อมวิธีประมาณขนาด kVAR และข้อควรระวังเมื่อโรงงานมี VFD จำนวนมาก

ตรวจสอบตู้ควบคุมพร้อมมิเตอร์วัดค่าทางไฟฟ้า

โรงงานหลายแห่งเปิดบิลค่าไฟแล้วพบรายการที่ไม่เข้าใจว่ามาจากไหน นั่นคือ ค่าปรับเพาเวอร์แฟคเตอร์ ซึ่งบางโรงงานจ่ายเป็นหลักหมื่นบาททุกเดือนโดยไม่รู้ว่าแก้ไขได้

บทความนี้อธิบายว่าค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์คืออะไร ทำไมโรงงานที่ใช้มอเตอร์จำนวนมากจึงมีค่านี้ต่ำ Capacitor Bank ช่วยอย่างไร และมีอะไรที่ต้องระวังโดยเฉพาะในโรงงานยุคที่มีอินเวอร์เตอร์เยอะ

ค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์คืออะไร?

ไฟฟ้าที่โรงงานดึงมาใช้แบ่งได้เป็นสองส่วน

  • กำลังไฟฟ้าจริง (kW) คือส่วนที่เปลี่ยนเป็นงานจริง เช่น การหมุนของมอเตอร์ ความร้อน หรือแสงสว่าง
  • กำลังไฟฟ้ารีแอคทีฟ (kVAR) คือส่วนที่ใช้สร้างสนามแม่เหล็กในมอเตอร์และหม้อแปลง ไม่ได้เปลี่ยนเป็นงาน แต่จำเป็นต้องมี

เมื่อรวมกันจะได้ กำลังไฟฟ้าปรากฏ (kVA) และอัตราส่วนระหว่างกำลังจริงกับกำลังปรากฏคือ ค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ (Power Factor)

Power Factor = kW ÷ kVA

ค่าที่ใกล้ 1 หมายความว่าไฟฟ้าที่ดึงมาถูกใช้เป็นงานจริงเกือบทั้งหมด ส่วนค่าที่ต่ำ เช่น 0.75 หมายความว่าโรงงานต้องดึงกระแสมากกว่าที่จำเป็นเพื่อให้ได้งานเท่าเดิม

ทำไมโรงงานถึงมีค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ต่ำ

สาเหตุหลักคืออุปกรณ์ที่ทำงานด้วยสนามแม่เหล็ก ซึ่งพบได้ทั่วไปในโรงงาน

  • มอเตอร์เหนี่ยวนำ โดยเฉพาะมอเตอร์ที่เดินตัวเปล่าหรือใช้งานต่ำกว่าพิกัดมาก ซึ่งมีค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ต่ำกว่าตอนใช้งานเต็มพิกัดอย่างชัดเจน
  • หม้อแปลงไฟฟ้า ที่รับโหลดน้อยเมื่อเทียบกับพิกัด
  • เครื่องเชื่อมและเตาเหนี่ยวนำ ที่ใช้งานเป็นช่วง ๆ
  • บัลลาสต์แบบเก่า ในระบบแสงสว่างที่ยังไม่ได้เปลี่ยนเป็น LED
เรื่องค่าปรับ: การไฟฟ้าในประเทศไทยมีการเรียกเก็บค่าความต้องการพลังไฟฟ้ารีแอคทีฟจากผู้ใช้ไฟประเภทกิจการขนาดกลางขึ้นไป เมื่อค่าที่วัดได้เกินเกณฑ์ที่กำหนดเทียบกับความต้องการพลังไฟฟ้าจริง อัตราและเงื่อนไขเป็นไปตามประกาศของการไฟฟ้าแต่ละแห่งและอาจมีการเปลี่ยนแปลง จึงควรตรวจสอบเงื่อนไขในบิลค่าไฟและประกาศฉบับล่าสุดที่ใช้กับประเภทผู้ใช้ไฟของท่าน

Capacitor Bank ช่วยอย่างไร

Capacitor Bank หรือตู้คาปาซิเตอร์ คือชุดตัวเก็บประจุที่ติดตั้งในระบบไฟฟ้าเพื่อ จ่ายกำลังรีแอคทีฟให้กับโหลดในพื้นที่ แทนที่จะต้องดึงมาจากระบบของการไฟฟ้าทั้งหมด ผลที่ได้คือค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ที่วัดได้ที่จุดรับไฟสูงขึ้น

นอกจากลดค่าปรับแล้ว การปรับปรุงค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ยังช่วยเรื่องอื่นอีก

  • ลดกระแสในสายและอุปกรณ์ เมื่อค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์สูงขึ้น กระแสที่ไหลในระบบจะลดลงที่กำลังงานเท่าเดิม
  • ลดความสูญเสียในสายไฟและหม้อแปลง ซึ่งแปรผันตามกำลังสองของกระแส
  • เพิ่มความสามารถรองรับโหลด ของหม้อแปลงและสายเดิม ทำให้บางกรณีเพิ่มเครื่องจักรได้โดยไม่ต้องขยายระบบ
ค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์กระแสที่ต้องใช้ (เทียบกับที่ PF = 1)
1.00100%
0.95ประมาณ 105%
0.85ประมาณ 118%
0.75ประมาณ 133%
0.65ประมาณ 154%

ประมาณขนาด kVAR ที่ต้องใช้

ขนาดของชุดคาปาซิเตอร์ที่ต้องใช้คำนวณได้จากกำลังไฟฟ้าจริงและค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ก่อนและหลังการปรับปรุง

kVAR ที่ต้องการ = kW × (tan φ₁ − tan φ₂)

โดย φ₁ คือมุมที่ค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์เดิม และ φ₂ คือมุมที่ค่าเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น โรงงานที่มีความต้องการพลังไฟฟ้า 300 kW ปัจจุบันค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์อยู่ที่ 0.75 และต้องการปรับให้ถึง 0.95

  1. ที่ PF 0.75 ค่า tan φ₁ ≈ 0.882
  2. ที่ PF 0.95 ค่า tan φ₂ ≈ 0.329
  3. kVAR ที่ต้องการ ≈ 300 × (0.882 − 0.329) ≈ 166 kVAR
ข้อควรรู้: ตัวเลขนี้เป็นการประมาณเบื้องต้นจากค่าความต้องการพลังไฟฟ้าเพียงค่าเดียว ในทางปฏิบัติโหลดของโรงงานเปลี่ยนแปลงตลอดวัน การออกแบบที่แม่นยำจึงควรเริ่มจากการบันทึกข้อมูลการใช้ไฟจริงตลอดรอบการผลิต และตรวจวัดคุณภาพไฟฟ้าก่อนสรุปขนาดและจำนวนสเต็ป

แบบคงที่ กับ แบบอัตโนมัติ

ประเภทลักษณะการทำงานเหมาะกับ
แบบคงที่ (Fixed)จ่ายกำลังรีแอคทีฟคงที่ตลอดเวลา มักติดตั้งประจำที่มอเตอร์หรือหม้อแปลงโหลดที่เดินต่อเนื่องและค่อนข้างคงที่
แบบอัตโนมัติ (Automatic)ชุดควบคุมวัดค่าแล้วสั่งตัดต่อคาปาซิเตอร์ทีละสเต็ปตามโหลดโรงงานที่โหลดเปลี่ยนแปลงตามกะหรือรอบการผลิต

การชดเชยเกินความจำเป็นในช่วงที่โหลดน้อย เช่น ช่วงกลางคืนหรือวันหยุด อาจทำให้แรงดันสูงเกินและเกิดผลเสียต่ออุปกรณ์ ระบบแบบอัตโนมัติจึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับโรงงานที่โหลดแกว่งมาก

ข้อควรระวังในโรงงานที่มีอินเวอร์เตอร์จำนวนมาก

อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลัง เช่น VFD เครื่องชาร์จ และแหล่งจ่ายไฟแบบสวิตชิ่ง ทำให้เกิด ฮาร์มอนิก ในระบบ ซึ่งอาจเกิดปรากฏการณ์เรโซแนนซ์ร่วมกับคาปาซิเตอร์ และทำให้เกิดปัญหาตามมา

  • คาปาซิเตอร์ร้อนผิดปกติหรือบวม
  • ฟิวส์ของชุดคาปาซิเตอร์ขาดบ่อยโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • คอนแทคเตอร์ของสเต็ปเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ
  • อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นในโรงงานทำงานผิดพลาดเป็นครั้งคราว

แนวทางแก้ไขที่ใช้กันทั่วไปคือการใช้ชุดคาปาซิเตอร์ที่มี รีแอคเตอร์ป้องกัน (Detuned Reactor) ต่ออนุกรมอยู่ ซึ่งช่วยเลื่อนความถี่เรโซแนนซ์ให้พ้นจากย่านฮาร์มอนิกหลัก การเลือกใช้ควรมาจากผลการตรวจวัดคุณภาพไฟฟ้าจริง ไม่ใช่การคาดเดา

การบำรุงรักษาที่ไม่ควรมองข้าม

  • ตรวจสอบความร้อนของตู้และจุดต่อสาย ร่วมกับแผน ตรวจสอบระบบไฟฟ้าประจำปี
  • ตรวจสอบสภาพคาปาซิเตอร์ว่ามีรอยบวม รั่ว หรือความจุลดลงหรือไม่ เพราะคาปาซิเตอร์มีอายุการใช้งานจำกัด
  • ตรวจสอบคอนแทคเตอร์ของแต่ละสเต็ป ซึ่งต้องตัดต่อบ่อยกว่าคอนแทคเตอร์ทั่วไป
  • ตรวจสอบว่าชุดควบคุมยังตัดต่อสเต็ปได้ครบ และค่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ยังเหมาะกับโหลดปัจจุบัน
  • ตรวจสอบการระบายอากาศของตู้ เพราะความร้อนเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คาปาซิเตอร์เสื่อมเร็ว

สรุป

Capacitor Bank เป็นการลงทุนที่มักคืนทุนได้เร็วสำหรับโรงงานที่ถูกเรียกเก็บค่าปรับเพาเวอร์แฟคเตอร์อยู่เป็นประจำ แต่ต้องเข้าใจให้ตรงกันว่าอุปกรณ์นี้ช่วยลดค่าปรับและกระแสในระบบ ไม่ได้ลดจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่เครื่องจักรใช้

สิ่งสำคัญที่สุดก่อนตัดสินใจคือการตรวจวัดข้อมูลจริง ทั้งรูปแบบโหลดตลอดรอบการผลิตและปริมาณฮาร์มอนิกในระบบ หากต้องการให้ทีมวิศวกรของเราช่วยพิจารณา กรุณาส่งบิลค่าไฟล่าสุดและรายละเอียดระบบไฟฟ้าของโรงงานมาให้เราดู

ปรึกษาทีมวิศวกร ES Service

ส่งแบบงานหรือรายละเอียดโครงการ เพื่อรับคำแนะนำและใบเสนอราคา

คำถามที่พบบ่อย

ติดตั้ง Capacitor Bank แล้วค่าไฟลดลงไหม?

ช่วยลดหรือตัดค่าปรับเพาเวอร์แฟคเตอร์ออกจากบิลได้ และอาจช่วยลดค่าความต้องการพลังไฟฟ้าลงบางส่วน แต่ไม่ได้ลดจำนวนหน่วยไฟฟ้า (kWh) ที่เครื่องจักรใช้จริง หากต้องการลดหน่วยการใช้ไฟ ต้องแก้ที่ตัวกระบวนการหรือใช้วิธีอื่น เช่น การติดตั้ง VFD ในงานที่เหมาะสม

โรงงานที่มี VFD หรืออินเวอร์เตอร์จำนวนมากต้องระวังอะไร?

ต้องระวังปัญหาฮาร์มอนิกและการเกิดเรโซแนนซ์ระหว่างคาปาซิเตอร์กับระบบ ซึ่งอาจทำให้คาปาซิเตอร์ร้อน เสื่อมสภาพเร็ว หรือฟิวส์ขาดบ่อย โดยทั่วไปจะแก้ด้วยการใช้ชุดคาปาซิเตอร์ที่มีรีแอคเตอร์ป้องกัน ควรให้วิศวกรตรวจวัดคุณภาพไฟฟ้าก่อนออกแบบ

ควรใช้แบบคงที่หรือแบบอัตโนมัติ?

แบบคงที่เหมาะกับโหลดที่ค่อนข้างคงที่ เช่น มอเตอร์ตัวใหญ่ที่เดินตลอดเวลา ส่วนแบบอัตโนมัติที่ปรับจำนวนสเต็ปตามโหลดเหมาะกับโรงงานที่โหลดเปลี่ยนแปลงตามกะหรือตามการผลิต เพราะช่วยไม่ให้เกิดการชดเชยเกินในช่วงที่โหลดน้อย

บทความอื่น ๆ

อ่านต่อ

วิศวกร ES Service ทดสอบการทำงานของตู้ไฟฟ้าก่อนจ่ายไฟ
23 กันยายน 2569 · อ่าน 6 นาที

มาตรฐาน IEC 61439 คืออะไร? ทำไมตู้ไฟฟ้าในโรงงานควรออกแบบตามมาตรฐานนี้

เข้าใจมาตรฐาน IEC 61439 แบบเข้าใจง่าย ตั้งแต่โครงสร้างมาตรฐาน การทวนสอบการออกแบบ การตรวจสอบประจำตู้ ไปจนถึงเช็กลิสต์คำถามที่ควรถามผู้ผลิตตู้ไฟฟ้า

อ่านบทความ
ภายในตู้ควบคุมมอเตอร์พร้อม VFD ประกอบโดย ES Service
23 กันยายน 2569 · อ่าน 6 นาที

ตู้ไฟฟ้ามีกี่ประเภท? รวม 8 ประเภทตู้ไฟฟ้าในโรงงาน พร้อมวิธีเลือกใช้

ทำความรู้จักตู้ไฟฟ้าและตู้คอนโทรลที่พบบ่อยในโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งหน้าที่ จุดเด่น และตัวอย่างการใช้งาน เพื่อเลือกตู้ให้เหมาะกับระบบของคุณ

อ่านบทความ
งานประกอบตู้ไฟฟ้าในโรงงาน ES Service
23 กันยายน 2569 · อ่าน 5 นาที

ตู้คอนโทรลราคาเท่าไหร่? 10 ปัจจัยที่กำหนดราคาตู้ไฟฟ้าและตู้ MDB

ทำไมตู้ไฟฟ้าที่ดูคล้ายกันจึงราคาต่างกันหลายเท่า รู้จักปัจจัยที่กำหนดราคาตู้คอนโทรลและตู้ MDB พร้อมวิธีขอใบเสนอราคาและเปรียบเทียบราคาให้ถูกต้อง

อ่านบทความ

มีโครงการระบบไฟฟ้าหรือตู้คอนโทรลที่กำลังวางแผนอยู่?

ส่งแบบงานหรือรายละเอียดมาให้ทีมวิศวกรของเราประเมิน เพื่อรับคำแนะนำและใบเสนอราคา

LINE @esconnectFacebookInstagram081-946-7166